ข่าวประชาสัมพันธ์
เริ่มแสดง :: 29 เม.ย.63 ถึงวันที่ 30 พ.ค.63
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หัวข้อข่าว : [ทั่วไป] คลังความรู้ ประจำเดือนเมษายน
 
     

พื้นที่นาร้าง พื้นที่ว่างเปล่า กับโอกาสหลังวิกฤตการณ์โควิค-19...ของไทย

 

โดย

รศ.ดร.สรพงค์ เบญจศรี

นักปรับปรุงพันธุ์พืช

สาขาพืชศาสตร์ คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ

สถานการณ์ ณ วันนี้

การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา-19 “Corona Virus Disease 2019คือโรคระบาดที่กำลังระบาดอย่างหนักทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าประเทศเล็กหรือประเทศใหญ่ล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น แต่ประเทศใดที่ประเทศจะอยู่รอดได้ ต้องเป็นประเทศที่มีทรัพยากรทางด้านอาหารพร้อมและเพียงพอสำหรับประชากรในประเทศ เพราะคนทุกคนต้องกินอาหารทุกวัน ท่านลองเปรียบเทียบระหว่างประเทศมหาอำนาจของโลกสองประเทศ คือ ประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน ทั้งสองประเทศมีประชากรเป็นจำนวนมากและมีพื้นที่ขนาดใหญ่เหมือนกัน แต่เมื่อสังเกตถึงมาตรการปิดประเทศเพื่อป้องกันการระบาดลองโลก จะเห็นว่าผู้คนของประเทศจีนจะอยู่รอดและควบคุมโรคได้ แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะอยู่อย่างลำบาก และอัตคัด เกิดการประท้วงขึ้นของประชาชนภายในประเทศ เนื่องจากอาหารไม่เพียงพอต่อการบริโภคของผู้คน จากการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่าอาชีพส่วนใหญ่ของประชากรทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกัน ประชากรจีนประกอบอาชีพเกษตรกรรม และใช้พื้นที่ทางการเกษตรอย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ประชากรในสหรัฐอเมริกาประกอบอาชีพภาคอุตสหกรรม และขาดการใช้ประโยชน์ โดยปล่อยให้มีพื้นที่รกร้าง พื้นที่ว่างเปล่า และไม่ใช้ประโยชน์อีกมากมาย

 

แล้วพื้นที่รกร้าง พื้นที่นาร้าง พื้นที่ว่างเปล่า คืออะไร?? หลายคนคงสงสัย

พื้นที่รกร้าง พื้นที่นาร้าง คือพื้นที่ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้เข้าทำประโยชน์ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป พื้นที่ร้างดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่เคยทำการเกษตรกรรมมาก่อนและปล่อยทิ้งไว้ไม่เข้าทำประโยชน์ด้วยสาเหตุต่างๆ กัน นอกจากพื้นที่ร้างที่เคยทำการเกษตรกรรมมาก่อนแล้ว ยังมีพื้นที่ร้างที่เคยทำเหมืองแร่มาก่อนและที่ลุ่มต่างๆ

 

แล้วพื้นที่นาร้างหรือพื้นที่ว่างเปล่า.....เกี่ยวอะไรกับโอกาสหลังโควิค-19

          จากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา-19 โลกทั้งโลกเกิดการสั่นคลอน ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา จีน อิตาลี สเปน ฝรังเศษ อังกฤษ หรืออีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น บางประเทศมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 ล้านคนในเวลาอันใกล้นี้ และมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก รัฐบาลแต่ละประเทศพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกัน และควบคุม การแพร่รระบาดของโรคนี้ โดยหนึ่งในมาตรการต้นๆ คือ การเว้นระยะหางทางสังคม (Social distancing) หรือ การทำงานจากบ้าน (Work Form Home) ซึ่งบางประเทศใช้ได้ผล บางประเทศแทบไม่มีประโยชน์ เพราะอะไร?????

ตอบง่ายๆ เพราะวัฒนธรรมความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหาร วัฒนธรรมความเป็นอยู่คงปรับยากเพราะมันคือรากเหง้า และตัวตนของประเทศนั้นๆ แต่ความมั่นคงทางอาหารคือสิ่งที่ปรับได้ เพราะหากประเทศใดมีความมั่นคงทางอาหารก็มีโอกาสอยู่รอดในสถานการณ์ฉุกเฉินได้มากกว่าประเทศที่มีเพียงแต่ทรัพย์สินหรือทรัพยากรที่บริโภคไม่ได้ เช่น น้ำมัน เทคโนโลยี เครื่องจักร ฯลฯ เพราะของเหล่านั้น ไม่ใช่ของที่เป็นปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ท่านลองคิดดู ตอนนี้หากมีคนอื่นเอาน้ำมัน 10 ลิตร มาแลกกับข้าวสาร 5 กิโลกรัมของเรา ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมเชื่อว่าไม่มีใครแลกแน่นอน เพราะอะไร ท่านคงตอบเองได้ ดังคำกลอนที่ว่า

 

“Food security, at the individual, household, national, regional and global levels (is achieved) when all people at all times have physical and economic access to sufficient, safe and nutritious foods to meet their dietary needs and food preferences for an active healthy life”

 

ความมั่นคงทางอาหารจึงเป็นโอกาสของประเทศแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญและสร้างมาตรการรับมือกับความท้าทายดังกล่าวเพื่อความอยู่รอดของประชากรในประเทศ และประชากรโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถคาดการณ์ต่อไปได้อีกในอนาคต

สำหรับประเทศไทย เรื่องปริมาณอาหารไม่มีปัญหาเพราะเรามีเพียงพอ แต่เสียดายที่เรายังใช้พื้นที่เพาะปลูกเพื่อทำการเกษตรยังไม่เต็มศักยภาพ จากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินพบว่าพื้นที่ทิ้งร้างประเทศไทย มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 7,455,725 ไร่ โดยแบ่งออกเป็น นาร้าง ไร่ร้าง ทุ่งหญ้า ป่าละเมาะ ที่ลุ่ม และ หมืองแร่ร้าง ซึ่งจากข้อมูลพบว่าพื้นที่ 7 ล้านไร่กว่านี้ คือพื้นที่เกือบครึ่งของพื้นที่ปลูกยางพาราของประเทศไทย และมากกว่าพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันทั้งประเทศเป็นสองเท่า (สำนักงานพัฒนาการวิจัยเกษตร)

หากผ่านวิกฤตการระบาดของโรคนี้ไปได้ แล้วนำพื้นที่นาร้าง พื้นที่ว่างเหล่านี้ มาปรับปรุงเพื่อทำการเกษตรให้เหมาะสม จึงเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรและโอกาสทองของไทยในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหน่วยงานของรัฐอาจมีแนวทางการแก้ปัญหาเหล่านี้หลายแนวทาง แต่แนวทางหนึ่งที่เห็นจะมีประโยชน์ไม่น้อยคือ การเปลี่ยนสภาพแปลงนาร้าง พื้นที่ว่างเปล่า มาเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน เช่น กลุ่มพืชผัก ไม้ผล ยางพารา หรือปาล์มน้ำมัน อาจเป็นทางออกหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาการจัดการพื้นที่นาร้างได้อย่างยั่งยืน  

 

แนวทางการแก้ปัญหาพื้นที่นาร้าง พื้นที่ว่างเปล่า ของไทยหลังโควิด-19

จากในอดีตที่เราเคยเห็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักเกิดอาการท้อ และต้องหันหลังให้กับการทำนา หรือพื้นที่เกษตร โดยมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงหรือภาคบริการอื่นๆ โดยคาดว่าจะพบเจอชีวิตที่ดีกว่า ทิ้งผืนนา ไร่ ให้เป็นพื้นที่ไร้ประโยชน์หรือที่เรียกว่านาร้างไว้ข้างหลัง หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยายามและส่งเสริมแปรสภาพแปลงนาร้าง พื้นที่ว่าง เพื่อทำการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ไม่ว่าจะเป็น

พืชกลุ่มผัก (vegetables) โดยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่นาร้าง พื้นที่ว่างเปล่าสู่การปลูกผักชนิดต่างๆ เช่น กระเจี๊ยบเขียว (Abelmoschus esculentus (L.),Okra) (Figure 1) กระหล่ำดอก (Brassica oleracea, Cauliflower) ผักกาดกวางตุ้ง (Brassica chinensis L. ,Chinese cabbage) คะน้า (Brassica alboglabra L., Chinese kale) พริกขี้หนู (Capsicum frutescens L., Hot pepper)  ผักกาดขาว (Brassica pekinensis Rupr, Celery cabbage )  ฟักทอง (Cucurbita moschata Duchesne, Pumpkin) และมะเขือยาว (Solanum melongena L., Egg plant ) เป็นต้น โดยพืชผักเหล่านี้สามารถสร้างรายได้คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยต่อไรประมาณ  5,594 บาทต่อรอบการผลิต

                      
                                Figure 1 Okra in abundant rice field.

 

การปลูกไม้ผล (Tropical fruits) การเปลี่ยนแปลงพื้นที่นาร้าง พื้นที่ว่างเปล่า สู่การปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ พบว่าเกษตรในภาคใต้ของประเทศไทยบางรายมีการปรับเปลี่ยนและดัดแปลงพื้นที่นาร้างมาปลูกไม้ผลหลายชนิด เช่น ส้มโอ (Citrus maxima (Burm.) Merr., Pummelo) ชมพู่ (Syzygium jambos L.) และ ฝรั่ง (Psidium guajava L., Guava) เป็นต้น

การปลูกยางพารา (Hevea brasiliensis Müll. Arg.) และปาล์มน้ำมัน (Elaeis guineensis Jacq) การเปลี่ยนแปลงพื้นที่นาร้าง พื้นที่ว่างเปล่าสู่การปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมัน สำหรับวิธีการนี้เป็นวิธีการที่เกษตรในภาคใต้นิยมมากที่สุดเนื่องจากเป็นพืชหลักของภาคใต้ รวมทั้งเกษตรกรในพื้นที่โดยส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี ซึ่งหลังจากเริ่มมีแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่นาร้างในภาคใต้เกิดขึ้น วิธีการหลักที่เกษตรกรหลายรายลงมือปฏิบัติคือการปรับสภาพพื้นที่นาร้างด้วยวิธีการถมพื้นที่นาร้างและยกร่องเป็นหลังเต่า หรือขุดคูระหว่างแถวของพืชเพื่อกักเก็บน้ำ หลังจากนั้นเลือกปลูกพืชตามความชอบและความถนัดของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผัก การปลูกไม้ผล การปลูกยางพารา (Figure 2A) หรือการปลูกปาล์มน้ำมัน(Figure2B)  อย่างไรก็ตามการปรับสภาพพื้นที่มีความสำคัญมากเพราะหากปรับสภาพได้ไม่ดีและเกิดน้ำหลาก หรือมีปริมาณน้ำมากเกินไป น้ำอาจท่วมและส่งผลเสียหายต่อพื้นที่ปลูกทดแทนเสียหายได้ (Figure 2C,D)


                                              

                  (A)                                                   (B)
                           

                                                          (C)                                                       (D)

Figure 2 Rubber planting area (AC) Oil palm planting area (BD)

 

"ท้ายสุดนี้

ผู้เขียนขอเสนอแนะความคิดให้แก่เกษตรกรหรือผู้มีพื้นนาร้าง พื้นที่ว่างเปล่า ลงสำรวจพื้นที่ของตนเอง ศึกษาสภาพดิน ว่าเหมาะสมกับพืชปลูกกลุ่มใด และต้องสำรวจความต้องการของตลาดในระดับท้องถิ่น และระดับประเทศเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจปลูกพืช ดีกว่าปล่อยพื้นรกร้างเหมือนในอดีตที่ผ่านมา.....เป็นการเสียโอกาส เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะมีเกิดขึ้นอีกหรือไม่ หรือเมื่อไร แต่หากเราเตรียมพร้อม เราก็จะอยู่รอดและชนะไปด้วยกันทั้งประเทศ

(..................คนไทยรักกัน........................คนไทยไม่ทิ้งกัน...........................)

 

อ้างอิงข้อมูล

ปัญญา ใจสมุทร, สรพงค์ เบญจศรี, ภาณุมาศ พฤฒิคณี, สกุลรัตน์ แสนปุตะวงษ์และสกุลกานต์ สิมลา.2558. ศึกษาการผลิตปาล์มน้ ามันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน Roundtable on Sustainable Palm Oil ของเกษตรกรในจังหวัดกระบี่.วารสารแก่นเกษตร 43(1): 1013-1019.

วิรัลพัชร ประเสริฐศักดิ. แนวคิดและค านิยามของความมั่นคงทางอาหาร

ศูนย์สารสนเทศการเกษตร. 2555. สถิติการค้าสินค้าเกษตรไทยกับต่างประเทศปี 2555. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรุงเทพฯ.

สมาคมผู้ส่งออกข้าว. 2556. สถิติการเกษตรของไทย. http://www.thairiceexporters.or.th/production.htm. ค้นเมื่อ 16 ตุลาคม 2556.

สรพงค์ เบญจศรี และชฎารัตน์ บุญจันทร์. 2554. ศึกษาความเป็นไปได้ในการตัดสินใจปลูกกระเจี๊ยบเขียวภายใต้ระบบเกษตรอินทรีย์เพื่อเป็นอาชีพเสริมของเกษตรกรต าบลบ้านเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง. วารสารมหาวิทยาลัยนเรศวร. 19(1): 24 32.

สรพงค์ เบญจศรี, ภาณุมาศ พฤฒิคณี, สกุลรัตน์ แสนปุตะวงษ์ และ สกุลกานต์ สิมลา. 2557. การเปรียบเทียบเชิงสัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาของปาล์มน้ ามันที่ปลูกในพื้นที่นาร้างและพื้นที่เหมาะสม.วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. 24(3): 606-616