ข่าวประชาสัมพันธ์
เริ่มแสดง :: 3 ม.ค.63 ถึงวันที่ 30 เม.ย.63
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หัวข้อข่าว : คลังความรู้
 
     
                          
        
                                            



                   สถานการณ์แรงงานกรีดยางพาราของประเทศไทย: วิกฤตหรือไม่ ?

โดย อุไรวรรณ  ทองแกมแก้ว  คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

          การปลูกยางพาราในประเทศไทยถึงแม้ว่าปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ปลูกไปยังพื้นที่แห่งใหม่ดังเช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือก็ตาม แต่ภาคใต้และภาคตะวันออกก็ยังถือว่าเป็นพื้นที่ที่ปลูกยาพาราสำคัญ เพราะทั้งสองภูมิภาคนี้มีลักษณะพื้นที่และภูมิอากาศที่มีความเหมาะสมกว่า โดยเฉพาะภาคใต้เป็นพื้นที่แห่งแรกที่มีการปลูกยางพาราของประเทศ (ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์, 2552) ดังข้อมูลสถิติพบว่าภาคใต้ยังมีพื้นที่ปลูกยางพาราสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆในปี พ.ศ. 2555 คิดเป็นพื้นที่ปลูก 61.3% ของประเทศ และมีเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 มีพื้นที่ปลูก 12,009,104 ไร่ และในปี พ.ศ. 2555 มีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 12,199,174 ไร่ คิดเป็นพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้น 50.3%  (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2555) แสดงว่าความต้องการแรงงานในสวนยางพาราก็สูงขึ้นเช่นกันแต่จากการรายงานของ กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน (2552) กลับพบว่า ในบรรดาภูมิภาคต่างๆของไทย ภาคใต้มีกำลังแรงงานแนวโน้มต่ำกว่าภูมิภาคอื่นๆ
      ในขณะเดียวกัน จากการศึกษาของ บัญชา สมบูรณ์และคณะ(2552); อภิญญา จันทร์เจริญ และบัญชา สมบูรณ์สุข (2540) พบว่า การเติบโตด้านอุตสาหกรรมในภาคใต้ทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานในครัวเรือนออกจากภาคเกษตรสูง ซึ่งมีผลกระทบต่อภาวะขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตรในครัวเรือน คนที่เป็นเจ้าของสวนยางพาราจำเป็นต้องจ้างแรงงานกรีดยางพารานอกครัวเรือน แต่เจ้าของสวนยางพาราที่มีสวนยางพาราในเขตโรงงานอุตสาหกรรม และเขตเมืองที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาด้านแรงงานจ้าง เพราะแรงงานในท้องถิ่นมีการโยกย้ายตัวเองไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมือง

                                          

         อย่างไรก็ตามก็มีการศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยในสวนยางพาราเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมานาแล้ว ของ ณัฐวุฒิ ชีวะภัทร์ (2538) พบว่า การโยกย้ายแรงงานกรีดยางพาราเกิดขึ้นเนื่องจากที่อยู่ของแรงงานรับจ้างอยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรม และรายได้จากการรับจ้างในสวนยางพาราไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ จึงมีการโยกย้ายเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมแต่จากการศึกษานี้ไม่ได้ระบุว่าเจ้าของสวนยางพาราหันไปจ้างแรงงานต่างด้าวหรือแรงงานนอกพื้นที่หรือมีการจัดการสวนยางพาราของตัวเองอย่างไรเมื่ออยู่ในช่วงวิกฤตด้านแรงงาน ซึ่งก็ยังไม่ถูกนำเป็นประเด็นศึกษาถึงผลกระทบการจ้างแรงงานในสวนยางพาราในเขตชุมชนการพัฒนาเมืองต่างๆ หรือแม้แต่ในชนบท แต่ก็มีเพียงคำกล่าวอ้างของ ไทยรัฐ (ฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2552) ว่า การใช้แรงงานในสวนยางพาราในภาคใต้มีแนวโน้มสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆขณะที่แรงงานในภาคการเกษตรในภาคใต้กำลังอยู่ในช่วงขาดแคลน เจ้าของสวนยางพาราจังหวัดพัทลุง ระนอง ชุมพร กระบี่ พังงา ภูเก็ต ตรัง และสงขลา ที่อยู่ในช่วงวิกฤตขาดแคลนแรงงานหันมาจ้างแรงงานพม่าแทนแรงงานไทยนอกจากนั้น บ้านเมือง (ฉบับวันที่ 29 ตุลาคม 2552) รายงานว่า เจ้าของสวนยางพาราในภาคใต้กำลังได้รับความวิกฤตเพราะขาดแคลนแรงงานกรีดยางพาราอย่างหนัก เจ้าของสวนยางพาราจึงหันมาจ้างแรงงานพม่า เพราะส่วนแบ่งแรงงานพม่าต่ำกว่าแรงงานไทย ทำให้แรงงานไทยในพื้นที่ที่เคยรับจ้างกรีดยางพาราถูกเลิกจ้างโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ติดแนวจังหวัดชายแดนกับประเทศพม่าแต่ก็มีรายงานว่าการจ้างแรงงานพม่าก็ประสบปัญหาในช่วงแรงงานเดินทางกลับไปพิสูจน์สัญชาติที่ประเทศพม่า ก่อนที่จะสิ้นสุดกำหนดเวลาทำให้นายจ้างต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเองโดยจำใจต้องไปว่าจ้างแรงงานชาวอีสานแทนเป็นการชั่วคราว (กรุงเทพธุรกิจ, ฉบับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553) และเมื่อไม่นานมานี้เอง แนวหน้า (ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556) รายงานว่า การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้มีความเสมอภาคกันระหว่างแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว เพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าสู่สมาคมอาเซียนของไทย ไทยได้รับการขึ้นทะเบียนของแรงงานต่างด้าว ซึ่งแรงงานต่างด้าวจะได้รับความคุ้มครองทั้งด้านค่าจ้างสวัสดิการ และการดูแลสุขภาพอนามัย สามารถใช้สิทธิด้านประกันสังคมและสวัสดิการแรงงานต่างๆ ได้เท่าเทียมกับแรงงานไทย ด้วยเหตุนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แรงงานด่างด้าวมีความต้องการที่จะเข้ามาหางานทำในประเทศไทยสูงขึ้น

               

อุไรวรรณ ทองแกมแก้ว และ Bénédicte Chambon (2561) ได้ศึกษาผลกระทบของการใช้แรงงานในสวนยางพารา และได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญไว้ 3 ประเด็น ได้แก่

1.       ราคายางพาราและผลตอบแทน

ราคายางพาราที่แปรปรวนอยู่ในระดับต่ำและสูงอาจไม่ได้แสดงผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากอาชีพสวนยางพาราได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะสถานการณ์ราคายางพาราสูงหรือต่ำก็ยังพบการเคลื่อนย้ายแรงงาน แต่จากการศึกษาพบว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากสวนยางพาราค่อนข้างสูงโดยเฉพาะแรงงานในครัวเรือนพบในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำคือปี พ.ศ. 2554-2558 (ค.ศ. 2011-2015) ช่วงนี้ทำให้เจ้าของสวนยางพาราที่ใช้แรงงานครัวเรือนมีแนวโน้มขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจะต้องหาแรงงานภายนอกมาทดแทนแรงงานครัวเรือนเพื่อทำอาชีพสวนยางพารา หรือหากไม่สามารถหาแรงงานมาชดเชยได้ปัญหาที่ตามคือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอาจเป็นไปได้ ดังที่ บัญชา สมบูรณ์และคณะ (2552); อภิญญา จันทร์เจริญ และบัญชา สมบูรณ์สุข (2540) กล่าวว่า ในสถานการณ์ราคายางพาราอยู่ในช่วงปรับตัวสูงจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจสังคมและการผลิตของครัวเรือนเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั้งในทางบวกและทางลบการเติบโตด้านอุตสาหกรรมทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตร แรงงานในครัวเรือนในสวนยางพาราเกิดภาวการณ์ขาดแคลน จึงอาจเกิดการจ้างแรงงานจากนอกครัวเรือนมากขึ้น ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าแรงงานรับจ้างชั่วคราว ที่ส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าว และแรงงานกลุ่มนี้ได้เพิ่มมากขึ้นหลังจากเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอาจเข้ามาทดแทนแรงงานในภาคการเกษตรแทน

อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของสวนและแรงงานจ้างในท้องถิ่นได้รับผลตอบแทนจากการทำสวนยางพาราสูงอาจส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากกิจกรรมการทำสวนยางพาราน้อย แต่จากการศึกษาพบว่าสัดส่วนผลตอบแทนระหว่างเจ้าของสวนและแรงงานจ้างมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในส่วนของแรงงานจ้างเช่นเป็นสัดส่วน 50:50 ซึ่งในการศึกษาพบว่าสัดส่วน 50:50 มักเป็นสัดส่วนที่ว่าจ้างระหว่างญาติพี่น้องเชื้อสายใกล้ชิด ส่วนสัดส่วน 60:40 เป็นสัดส่วนที่ใช้จ้างคนในชุมชน นอกชุมชน และแรงงานต่างด้าว และสัดส่วน 70:30 พบมีจ้างกันน้อย แต่มักจ้างเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีทักษะมาก่อน ดังอาจเป็นผลทำให้แรงงานในครัวเรือนเคลื่อนย้ายออกจากกิจกรรมการทำสวนยางพาราได้เนื่องจากการได้รับผลตอบแทนจากการทำสวนยางพาราน้อยลง ซึ่งการศึกษาได้เห็นพร้องกับ ไทยรัฐ (ฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2552) ที่ได้รายงานว่า เจ้าของสวนยางพาราในภาคใต้โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ตามชายแดนมีความนิยมที่จะจ้างแรงงานต่างด้าวมากกว่าแรงงานไทยเพราะสัดส่วนการจ้างน้อยกว่าแรงงานไทย แรงงานต่างด้าวเช่นแรงงานจากสาธารณรัฐพม่าขอส่วนแบ่งเพียง 30:70 หรืออย่างมากก็ 40:60 ขณะที่แรงงานไทยขอส่วนแบ่ง 40:60 และ50:50

2.       อายุของแรงงานสวนยางพาราและการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น

เจ้าของสวนส่วนใหญ่มีการใช้แรงงานในครัวเรือนเพียงอย่างเดียวค่อนข้างสูง โดยเฉพราะในกิจกรรมการเก็บและร่วมรวมน้ำยาง การกรีดยาง การใส่ปุ๋ย และการกำจัดวัชพืช แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณลักษณะของแรงงาน พบว่า เป็นแรงงานที่มีระดับการศึกษาในระดับประถามศึกษาที่ 6 มีอาชีพการเกษตร มีพื้นที่ถือครองสวนยางพาราน้อย และเป็นแรงงานที่มีอายุเข้าสู่วัยชราค่อนข้างสูง ซึ่งการศึกษาพบอายุแรงงานอยู่ในช่วง 46-55 ปี และช่วง 56-65 ในขณะที่แรงงานจ้างที่มีอายุน้อยกว่าแรงงานในครัวเรือน และมีแรงงานในครัวเรือนน้อยกว่า 3 คน จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า แรงงานเจ้าของสวนยางพารามีแนวโน้มขาดแคลนในอนาคตโดยเฉพาะเจ้าของสวนที่อยู่ในเขตชุมชนเมือง เนื่องจากความเป็นบริบทของเมืองซึ่งวัยแรงงานสามารถเข้าถึงแหล่งงานซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการได้ง่าย ประกอบกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) ของประเทศไทย ดังนั้นประชากรที่ประกอบอาชีพเกษตรที่มีอายุในวัยสูงอายุ จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการใช้แรงงานกับการเกษตรลดลง ปัญหาที่ตามมาคือการขาดแคลนแรงงานที่ทำงานเต็มเวลาในภาคเกษตร อีกทั้งราคายางพาราในปัจจุบันทำให้เกิดความไม่มั่นคงในรายได้ ขาดแรงจูงใจ ขาดนโยบายแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจมีผลทำให้คนหนุ่มสาวในสังคมเกษตรที่อยู่ในวัยแรงงานไหลออกจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมหรือบริการเพื่อมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้การยอมรับในสังคม หรือต้องการเปลี่ยนสถานะเป็นคนเมือง ซึ่งประเด็นนี้จะเกี่ยวโยงกับปัญหา aging society ที่อนาคตแรงงานในภาคเกษตรไทยจะมีแค่ผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผลิตการผลิตของภาคเกษตรลดน้อยถอยลงไปด้วย ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพของคนในภาคเกษตรเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง และอย่างไรให้คนเหล่านี้มีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันทัศนคติเกี่ยวกับการทำงานของคนสมัยใหม่ก็หันเหจากภาคเกษตรกรรมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองว่าการทำงานภาคเกษตร เป็นงานที่เหนื่อยยากต้องพึ่งพาธรรมชาติ รายได้น้อยไม่แน่นอน และไม่มีสวัสดิการที่มั่นคงจึงทำให้วัยแรงงานในปัจจุบันไม่สนใจงานภาคเกษตร (Figure 1)

3.       การพัฒนาเศรษฐกิจ

สวนยางพาราที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนเขตเมืองพบว่า มีการใช้แรงงานจ้างน้อยกว่าชุมชนอื่น ๆ อีกทั้ง แรงงานเจ้าของสวนยางพาราส่วนใหญ่เป็นแรงงานผู้สูงอายุ และมีการจ้างแรงงานในชุมชนและต่างจังหวัดน้อย แรงงานจ้างส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว ดังนั้นอาจจะบอกเป็นนัยว่า แรงงานในครัวเรือนที่อยู่ในเขตพื้นที่ชุมชนเมืองสามารถเข้าถึงแหล่งงานจ้างในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ เป็นเหตุให้ขาดแคลอนแรงงานในครัวเรือนเพื่อทำอาชีพสวนยางพารา และเกิดการจ้างแรงงานนอกมากกว่าการใช้แรงงานในครัวเรือน ซึ่งจากผลการศึกษามีส่วนคล้ายคลึงกับ ณัฐวุฒิ ชีวะภัทร์ (2538) กล่าวว่า สวนยางพาราที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมมักจะได้รับผลกระทบต่อแรงงานในสวนยางพารา กล่าวคือ แรงงานรับจ้างกรีดในสวนยางพาราที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมมักมีการโยกย้ายไปสู่โรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากแรงงานเหล่านี้สามารถปรับตัวสามารถทำงานได้ทั้งกรีดยางและทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แรงงานรับจ้างกรีดยางลักษณะนี้มีโอกาสโยกย้ายไปสู่ภาคอุตสาหกรรมส่วนแรงงานรับจ้างกรีดยางในสวนยางพาราที่อยู่ไกลจากโรงงานอุตสาหกรรม จะไม่โยกย้ายไปสู่โรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากความห่างไกล  นอกจากนั้น อิศรา ขัติยวรา (2554) ยังให้ข้อมูลสนับสนุนว่า ปัญหาเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ การเมืองการปกครอง และความขัดแย้งในพม่า เป็นปัจจัยกระตุ้นให้แรงงานพม่าออกนอกประเทศ ส่วนปัจจัยดึงดูดให้แรงงานพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทยคือ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการขาดแคลนแรงงานในประเทศไทย อัตราการจ้างที่สูงกว่าในพม่า และการชักชวนจากเครือขาย ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนบ้านหรือผู้ที่เคยหลบหนีเข้ามาทำงานในประเทศไทย นอกจากนั้น การเติบโตด้านอุตสาหกรรมทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตร แรงงานในครัวเรือนในสวนยางพาราเกิดภาวการณ์ขาดแคลน จึงอาจเกิดการจ้างแรงงานจากนอกครัวเรือนมากขึ้น (Figure 1)

จากปัจจัยทั้งสามที่วิเคราะห์มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้โดยเฉพาะการส่งต่อการทำหรืออาชีพทำสวนยางพาราไปยังบุตรหลาน อาจส่งผลต่อวิกฤตขาดแคนแรงงานในสวนยางพาราของประเทศไทย นั้นคือจะส่งผลให้เกิดการจ้างแรงงานภายนอกเพิ่มขึ้น แต่ถ้ามีการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องยิ่งส่งผลต่อแรงงานในภาคการเกษตรมากขึ้น ผลที่ตามมาคือแรงงานต่างด้าวเข้ามาแทนที่แรงงานไทยในการทำสวนยางพารา หรือ บางรายอาจไม่มีการประกอบอาชีพสวนยางพาราต่อ ในกรณีที่สวนยางพาราที่อาจมีการจ้างแรงงานต่างด้าวผลกระทบที่ตามมาอาจจะส่งผลต่อความยั่งยืนของต้นยางพาราที่กรีดได้ เนื่องจากแรงงานต่างด้าวบางรายไม่มีประสบการณ์อีกทักการรับจ้างมักมุ่งผลไปที่ผลประโยชน์มากกว่าความยั่งยืนของต้นยางพารา ทำให้อายุการกรีดสั้นลง และเนื้อไม้ยางพาราไม่มีคุณภาพ สุดท้ายปัญหาจะตกอยู่ที่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นผู้ที่ต้นทุนน้อยอาจมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ดิน ดังนั้นต่อไปในอนาคตสวนยางพาราของเกษตรกรรายย่อยจะค่อย ๆ ลดลง

 


Figure 1 Analysis of sustainability of rubber plantation in study sites that the age of labor, low rubber price situation and decline of benefits and economic development influence on labor lacking situation and Sustainability of rubber trees which finally results to reduction of rubber smallholders.

 

       


เอกสารอ้างอิง

กรุงเทพธุรกิจ.(ฉบับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553). ต่างด้าวตื่นตัวพิสูจน์สัญชาติ นายจ้างขาดแรงงานสวนยาง. หนังสือพิมพ์.

กองวิจัยตลาดแรงงาน. (2552). รายงานผลการวิจัยตลาดแรงงาน ปี 2552-2553. กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน.

ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์. (2552). คัมภีร์ยาง พืชมหัศจรรย์ ไม้เศรษฐกิจล้ำค่า ปลูกง่าย รายได้ดี. พิมพ์ครั้งที่ 2 บริษัท เอ-วัน ฟิวเจอร์ จำกัด. กรุงเทพฯ.

ณัฐวุฒิ ชีวะภัทร์. (2538). การวิเคราะห์ปัจจัยการผลิตของอุตสาหกรรมยางพารา และการโยกย้ายแรงงานในสวนยางพารา : กรณีศึกษาจังหวัดตรัง.วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. เศรษฐศาสตร์ (เศรษฐศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อภิญญา จันทร์เจริญ และบัญชา สมบูรณ์สุข. (2540). วิเคราะห์สถานการณ์แรงงานการกรีดยางและการทำยางแผ่นของเกษตรกรชาวสวนยางในภาคใต้. วารสารเกษตรศาสตร์ (สังคม). 18: 25-38.

ไทยรัฐ. (2552). พม่ากรีดยาง. หนังสือพิมพ์ออนไลน์. ฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2552.

แนวหน้า. (2556). ปัญหาแรงงานข้ามชาติก่อนเปิดอาเซียน. หนังสือพิมพ์ออนไลน์. ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556.

บัญชา สมบูรณ์สุข  Benedicte Chambon  ไชยยะ คงมณ  และ กนกพร ภาชีรัตน์. (2552). ระบบกรีดยางพาราและการจัดการแรงงานภายใต้ระบบการทำฟาร์มสวนยางพาราในภาคใต้. การประชุมวิชาการ ระบบเกษตรแห่งชาติ ครั้งที่ 5: พลังงานทดแทนและความมั่นคงทางอาหารเพื่อมนุษยชาติ. ระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2552. หน้า 136-153.

บ้านเมือง. (ฉบับวันที่ 29  ตุลาคม 2552). นักกรีดยางกระทบคนไทย นายทุนแห่ไปจ้างต่างด้าว. หนังสือพิมพ์

สำนักงานเศรษฐกิจเกษตร.(2555).รายงานสถิติประเทศไทย พ.ศ. 2554. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร. ISSN 0857-6610.

อุไรวรรณ ทองแกมแก้ว และ Bénédicte Chambon (2561). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง คุณลักษณะของแรงงานในสวนยาง และผลกระทบของเจ้าของสวนยางต่อการใช้แรงงานในสวนยางพาราในภาคใต้ของประเทศไทย: กรณีศึกษาในจังหวัดสงขลา. คุณลักษณะของแรงงานในสวนยาง และผลกระทบของเจ้าของสวนยางต่อการใช้แรงงานในสวนยางพาราในภาคใต้ของประเทศไทย: กรณีศึกษาในจังหวัดสงขลา

อิศรา ขัติยวรา. (2554). สภาพทำงานของแรงงานต่างด้าวจากพม่าในกิจการสวนยางพารา อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร วิเคราะห์ภายใต้กรอบงานที่มีคุณค่า. วิทยานิพนธ์หลักสูตรพัฒนาแรงงานและสวัสดิการมหาบัณฑิต ภาควิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมชาติ.